เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๑๒ ส.ค. ๒๕๕๕

 

เทศน์เช้า วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ การเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ประเสริฐมาก แล้วเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วพบพุทธศาสนา ในมงคลชีวิตนะเกิดในประเทศอันสมควร เราได้เกิดมาจากพ่อจากแม่ เราได้เกิดมาจากชาติไทย ในชาติไทยนะไม่เคยมีการลี้ภัย ไม่มีการลี้ภัย ไม่มีบ้านแตกสาแหรกขาดให้คนได้ทุกข์ได้ยาก เราควรภูมิใจในความกำเนิดของเรา ถ้าเรากำเนิดของเราแล้ว เราภูมิใจแล้วมันเกิดมาเพราะสิ่งใดล่ะ? เพราะเราได้ทำคุณงามความดีกันมา

ถ้าไม่ได้ทำคุณงามความดีกันมา เห็นไหม เขาก็เกิดเหมือนกัน แต่เขาบ้านแตกสาแหรกขาด เขาต้องอพยพลี้ภัยกัน เราไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนั้นนะ ถ้าเราไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนั้นจะน้อยเนื้อต่ำใจไปที่ไหน? เราอย่าน้อยเนื้อต่ำใจนะ ควรภูมิใจว่าการเกิดนี้การเกิดในประเทศอันสมควร เกิดจากพ่อจากแม่ พ่อแม่ให้กำเนิดเรามา ถึงพ่อแม่จะผิดพลาดบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน คำว่าปุถุชนมันมีการทำผิดพลาดเป็นธรรมดา แต่เขาให้ชีวิตเรามา ชีวิตที่เราเป็นอยู่นี้เขาให้ชีวิตมา ชีวิตนี้มีคุณค่ามาก เพราะชีวิตนี้เราถึงได้มีคุณงามความดีของเราไง

เราเกิดมา นี่ในทางโลกชาติจะเจริญได้ด้วยการศึกษา คนต้องมีการศึกษา ต้องมีปัญญา ชาติถึงจะเอาตัวรอดได้ ชาติถึงเจริญรุ่งเรืองได้เพราะการศึกษา เราศึกษาจนมีปัญญา เราเกิดมากับโลก เราอยู่กับโลก ในเมื่อเราทำหน้าที่การงานมันเป็นเรื่องการแข่งขัน การแข่งขันนี้เป็นการแข่งขันทางโลก การแข่งขันนี้เป็นการแข่งขันทางที่ชอบ ถ้าไม่มีการแข่งขันมันก็จมปลักอยู่กับที่นั่น มันไม่เจริญ ไม่พัฒนา เห็นไหม เราต้องมีการแข่งขัน

ความแข่งขันของโลกมันจะแข่งขันด้วยอะไร ถ้าคนไม่มีปัญญาจะเอาอะไรไปแข่งขันกับเขา ถ้าเรามีปัญญา สิ่งใดที่เกิดขึ้นมาเราจะรู้เท่ารู้ทัน เราจะบริหารจัดการของเราได้ นี้คือปัญญาทางโลกต้องมีการแข่งขัน พอเราเกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา พุทธศาสนาเวลาทำคุณงามความดีขึ้นมา มันจะแข่งขันกันเองระหว่างกุศลกับอกุศลจากภายใน คนจะไปแข่งขันกับข้างนอก ถ้าบ้านเรือนของเราไม่อบอุ่น บ้านเรือนของเราไม่มั่นคง เราจะไปแข่งขันกับใคร? ออกจากบ้านไปก็ทุกข์ยากแสนยากอยู่แล้ว

ในจิตใจของเรา ถ้ามันมีอกุศล มันมีอกุศล มันมีแต่ความไม่เข้าใจ มันมีแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจ มันมีแต่การคิดเหยียบย่ำตัวเอง มันจะไปแข่งขันกับใคร? ออกไปข้างนอกก็ละล้าละลังนะ จะสู้กับใครก็ไม่ได้ จะคิดด้วยปัญญาสิ่งใดก็ไม่ได้ มันมีแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ถ้ามีปัญญา เห็นไหม เราจะแข่งขันกับใครเราต้องมีปัญญาใช่ไหม? ปัญญานี้ปัญญาทางโลก ทางวิชาการ แม้แต่ทางโลกเขาต้องทำวิจัยทางตลาดกัน เขาต้องดูสภาพความเป็นไปได้ หรือความเป็นไปไม่ได้

ฉะนั้น การแข่งขันอย่างนั้นมันเป็นการแข่งขันโดยทางวิชาการ แต่ถ้าหัวใจของเราล่ะ? หัวใจเราไม่มีความวิตกกังวล คนเราเกิดมาปฏิภาณไหวพริบคนไม่เหมือนกัน ปฏิภาณไหวพริบของคนไม่เหมือนกัน ปัญญาของคนไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเรามีสติปัญญาของเรา

นี่กุศลกับอกุศลในหัวใจของเรา คิด คิดด้วยอกุศล ความไม่เข้าใจ คิดด้วยอกุศลความที่มันเห็นแก่ตัวของมัน คิดด้วยกุศล กุศล เห็นไหม เราเกิดมาเป็นมนุษย์เราก็ต้องมีหน้าที่การงานของเรา เราเกิดมาเป็นมนุษย์เราก็ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยของเรา เราก็ทำหน้าที่การงานของเราด้วยสัมมาอาชีวะ ด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ถ้ามันจะผิดพลาดก็ผิดพลาดด้วยเวรด้วยกรรม ถ้าเราใช้ปัญญาของเราแล้ว เราทำของเราขนาดไหน ถ้าภายในมันไม่เบียดเบียน ภายในมันไม่ตุกติก ภายในมันไม่มีอกุศลในหัวใจ เวลาทำสิ่งใดนี่ผิดก็ผิด ถูกก็ถูก ไม่ใช่ว่าเราคิดของเราดี หัวใจของเราดี

ฉะนั้น ในการศึกษา เห็นไหม ในการศึกษาทางโลกเราศึกษามาเพื่อวิชาการ เพื่อวิชาชีพนะ แต่การศึกษาทางธรรม เราศึกษากัน นี่ไปเรียนปริยัติกัน ไปเรียนต่างๆ เรียนมาทำไมล่ะ? เรียนมาให้มันปลงตกไง ถ้ามันมีปัญญามันปลงตกนะ สิ่งใดในหัวใจมันปลงได้ มันวางได้ ถ้ามันปลงตก มันปลงตกมันไม่มีสิ่งใดในหัวใจ มันแค่ปลงตกเท่านั้นแหละ นี่โลกนี้เป็นอนิจจัง ความเป็นอนิจจังมันปล่อยวางได้ไง การปล่อยวางคือการปลงได้ ปลงได้ วางได้ แต่ไม่เป็นความจริงหรอก ถ้าความจริงเป็นธรรมมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้ามันเป็นธรรมมันมีมรรคญาณของมัน มันมีสัจจะความจริงของมัน ถ้าสัจจะความจริงเกิดขึ้นมาเกิดขึ้นมาอย่างนี้

นี่สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง เวลาเราศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามานี่ทางวิชาการมันก็เป็นวิชาการนั่นแหละ แต่ความเป็นจริงในหัวใจล่ะ? ถ้าจิตมันสงบ สงบอย่างไร? ถ้ามีปัญญา ปัญญาเป็นอย่างไร? แล้วกิเลสเป็นตัวอย่างไร? กิเลสเป็นตัวกลมๆ ไหม? ตัวแบนๆ ไหม? กิเลสมันเป็นพยาธิหรือเปล่า? กิเลสตัวแบนหรือตัวกลม? แล้วกิเลสมันเป็นอย่างไร? ไม่รู้ แต่ปล่อยวาง มันปล่อยวางอย่างไรล่ะ? แม้แต่พยาธิในร่างกายนะ เรากินยาขับพยาธินะ พยาธิมันออกมา มันต้องมีพยาธิออกมา มันถึงมีพยาธิตัวกลมตัวแบน มันถึงจะรู้ของมัน

กิเลสก็เหมือนกัน นี่สักกายทิฏฐิ อุปาทานในขันธ์ กามราคะ แล้วอวิชชาล่ะมันเป็นอย่างไร? มันตัวกลมหรือตัวแบน เห็นไหม เวลาคนที่ปฏิบัติมันมีปู่ มีย่า มีตา มียาย กิเลสก็เหมือนกัน กิเลสหยาบๆ เราทำสิ่งใดไม่ได้เลย ฉะนั้น พอศึกษาแล้วเราบอกว่า โอ๋ย เราบรรลุธรรมๆ บรรลุอะไร? มันปลงตกเท่านั้นเอง ถ้ามันปลงตก นี่ไงกุศลกับอกุศลไง กุศลกับอกุศลในหัวใจมันแข่งขันกัน

การแข่งขันทางโลกเราเกิดมาเพื่อการแข่งขันนะ เกิดมา เห็นไหม ดูสิการศึกษาเล่าเรียน ดูสิเดี๋ยวนี้แข่งขันจนเด็ก...พ่อแม่ก็ต้องดูแล แล้วเด็กนะถ้าเด็กมันมีปฏิภาณของมัน มันมีปมในใจนะ ถ้ามีปมในใจเราดูแลของเรา ลูกของเรานะ ลูกของเรา ตระกูลของเรา เราก็ดูแลของเรา ดูแลของเราเพื่อ ถ้าหัวใจมันได้หล่อหลอมมาดี มโนกรรมนะ มโนกรรมมันจะเกิดวจีกรรม เกิดกายกรรม มโนกรรม ไม่ได้ทำเบียดเบียนใคร ไม่ได้ทำร้ายใครเลย แต่มโนกรรม ความคิดมันคิดของมัน มันเผาของมัน นี่ถ้ามโนกรรมมันเกิด นั่นแหละย้ำคิดย้ำทำ จนเป็นจริต จนเป็นนิสัย

นี่ไงเวลามันมีปมของมัน เห็นไหม พอออกไปแล้วนะ พอโตขึ้นมาว่าพ่อแม่ไม่รัก สังคมรังแก นี่มันมีปมของมัน ถ้าไม่มีปมของมันนะ สังคมมันมาจากไหนล่ะ? สังคมนั่งอยู่นี่สังคม มนุษย์รวมตัวขึ้นมาเป็นสังคม แล้วสังคมต่างคนต่างกลับบ้าน สังคมอยู่ไหนล่ะ? นี่สังคมทำไมต่างคนต่างไปล่ะ? กระแสสังคมไง มันก็ว่ากันไปนะ แต่ถ้าเรามีธรรมในหัวใจ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นี่สีเลนะสุคะติง ยันติ สีเลนะโภคะสัมปะทา

ศีล เห็นไหม ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ธรรมะย่อมคุ้มครอง คุ้มครองตรงไหนล่ะ? คุ้มครอง ถ้าคนทำคุณงามความดี นี่คนทำคุณงามความดี คนดี กลิ่นของศีลมันหอมทวนลม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในป่านะ เวลาเทศน์ธัมมจักฯ ขึ้นมา นี่เทศน์ธัมมจักฯ ปัญจวัคคีย์แค่ ๕ คน มนุษย์แค่ ๕ คน แต่เทวดา อินทร์ พรหมส่งข่าวเป็นชั้นๆ ขึ้นไป แล้วเวลาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเริ่มต้นก็เริ่มต้นจากธัมมจักฯ นี่แหละ แล้วธัมมจักฯ เริ่มต้นจากเทศน์สอนมนุษย์แค่ ๕ คน นี่ถ้ามันมาถึงเดี๋ยวนี้ล่ะ? มันยังไปอีก ๕,๐๐๐ ปี แล้วพระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์กลับมาก็ต้องมาตรัสรู้ตรงนี้ มันจะไปตรัสรู้ที่ไหน?

ฉะนั้น สิ่งที่ว่ากลิ่นของศีลหอมทวนลม ธรรมะมันคุ้มครองไง เวลาคุ้มครององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม เวลาเทวทัตเป็นญาติผู้พี่กับญาติผู้น้อง คือลูกพี่ลูกน้อง เป็นลูกพี่ลูกน้องกันมา ถึงเวลานะบอกว่า

“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอายุมากแล้ว ปล่อยวางเถิด เราจะปกครองสงฆ์เอง”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อนุญาต ไม่อนุญาตเพราะอะไร? เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ธรรมและวินัย ให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ ให้ประชุมสงฆ์กัน สงฆ์นั้นมันจะพิจารณากัน เห็นไหม แล้วเวลาไม่ได้ดั่งใจจ้างนายธนูมายิงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ปล่อยช้างนาฬาคีรีให้ออกไปทำร้ายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครทำไม่ประสบความสำเร็จ เทวทัตผลักหินจากเขาคิชฌกูฏให้ทับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นี่ไงบอกว่าเวลาทำดีแล้วต้องได้ดี ทำดีต้องได้ดี เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสบการณ์มาอย่างนั้น ถ้าทำดีของเรานะ เราทำคุณงามความดีของเราเพื่อความจริงของเรา แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกเรา เตือนเรา เห็นไหม ถ้าใครโดนโลกธรรมเสียดสี เราแข่งขันกันทางโลกมันก็ต้องมีแรงเสียดสีเป็นธรรมดา มีแรงเสียดสี มีแรงต้านทาน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า “ถ้าใครโดนโลกธรรมเสียดสีนะ โดนโลกธรรมรุนแรง ให้นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

ดูสิเทวทัตจ้างคนมาฆ่าเหมือนกัน จ้างนายธนูมายิงนะ แต่ทำไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการมา บวชมาเป็นพระอรหันต์หมดเลย นี่เวลาช้างนาฬาคีรีมันไปตกมัน มันออกมามันจะไสเข้าชนเลย พอถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันจะหยุดเลย เวลากลิ้งหินมาให้ตกให้ทับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่โดนหรอก แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมตตาสงสารไง เขาตั้งใจ เขาจงใจ เขาอยากทำเต็มที่เลย อย่างไรมันก็ไม่ได้ นี่เศษหินมันกระเด็นมาโดนเท้านิดเดียว ให้เขาพอใจของเขา ให้เขาได้ทำสมใจของเขา แล้วพอสมใจของเขานะ เวลาคิดได้นี่เสียใจ

เราจะบอกว่าคนเรานี่นะมันทำกรรมดีและกรรมชั่วมา เราเกิดมาเป็นพี่เป็นน้องกันเรายังทะเลาะเบาะแว้งกัน แล้วเราเกิดมาในวัฏฏะเราจะไม่มีสิ่งใดขัดแย้งกันมาบ้างเลยหรือ? แล้วพอมันขัดแย้งกันมา มันมาเจอเดี๋ยวนี้ นี่เวรกรรรมมันตามมา ถ้าเวรกรรมมันตามมาเราจะปฏิเสธสิ่งนั้นได้อย่างไร? เราปฏิเสธได้ไหมว่าพระอาทิตย์ไม่ให้ขึ้น เพราะพระอาทิตย์ขึ้นมาแล้วแสงแดด มันให้ชีวิตของเขาใช่ไหม แต่แสงรังสีมันก็ทำลายผิวหนังเรา เราก็ไม่อยากให้มันขึ้น มันเป็นไปได้ไหม? มันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ พอมันเป็นไปไม่ได้เราจะแก้ไขที่ไหนล่ะ?

เราแก้ไข เห็นไหม เวลาเราศึกษาธรรมะ นี่เกิดเป็นชาวพุทธ พบพุทธศาสนา พุทธศาสนาสอนเรื่องอย่างนี้ สอนอย่างนี้นะถ้าเราศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันเป็นความจริง เราต่างหากไม่จริง เราต่างหากอยากได้ตามแรงปรารถนาของเรา เราต่างหากอยากได้สิ่งที่เราพอใจ ไม่พอใจคือผลักไส มันไม่จริง เพราะมันไม่จริง มันขัดแย้งกับความจริงเราถึงทุกข์ไง เราถึงเจ็บปวดอยู่นี่ไง ฉะนั้น เราศึกษาความจริงแล้ว พอมาศึกษาความจริง มันเข้าใจความจริงแล้วมันก็ปลงไง ปล่อยวาง ปลงวาง

ศึกษามาปลงวางได้ทั้งนั้นแหละ ปลงวางเพราะไปศึกษาธรรมกับพระพุทธเจ้ามา เพราะมีพระพุทธเจ้ามา พระพุทธเจ้ารื้อค้นมา เราศึกษามาแล้ว เราเข้าใจแล้วเราก็ปลงนั่นแหละ แต่ของเราไม่มี

ถ้าของเรามีนะเราต้องกำหนดพุทโธของเรา หรือทำปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าสมาธิมันสงบเข้ามามันเข้าไปสู่ความรู้สึก ความรู้สึกกับความคิด เราอยู่กับความคิดกันมาตลอด แล้วบอกความคิดนี้เป็นจิต ความคิดนี้เป็นจิต ความคิดเป็นอาการของจิต อาการของจิตคือว่าคนเราเกิดมาอยู่ในแสงมันจะมีเงา

ถ้าเงานั้น เงา เห็นไหม เงาที่เกิดจากแสงนั้นมันจะไปไหนก็ได้ ความคิดมันเป็นเงาของจิต อาการของจิตเกิดจากจิตไม่ใช่ตัวจิต เราอยู่กันที่เงานี่ โดยสัญชาตญาณของมนุษย์มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ มีกายกับใจ ใจนี้มีความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ แล้วความรู้สึกนึกคิดเอามาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วว่าเราเข้าใจๆ เราเข้าใจอะไร? เราเข้าใจอะไร? เข้าใจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วธรรมของเราล่ะ?

นี่ไงเวลายาอยู่นอกขวด ยาอยู่ในตู้ยา ไอ้เราไม่เคยได้กินเลย แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้กิน ท่านได้รักษา ท่านได้ถอนอวิชชาในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า

“เราเป็นไก่ตัวแรกที่เจาะฟองอวิชชาออกมา ในบรรดาสัตว์ ๒ เท้าเราตถาคตประเสริฐที่สุด”

ในบรรดาสัตว์ ๒ เท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด เพราะอะไร? เพราะว่ามรรคญาณมันทำลายอวิชชาในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็วางธรรมวินัยนี้ไว้ แล้วเราก็ไปศึกษากัน...ธรรมะนี่สุดยอด เป็นอนิจจัง เป็นความว่าง แล้วได้อะไรล่ะ? มันก็ปลงวางเท่านั้นแหละ ปลงวางเพราะอะไร? เพราะมันมีตำรายา ยามันคอยขนาบไง

กุศล อกุศล เงา กุศลอกุศลคือความคิด มันไม่ได้ใช้ความรู้สึก แล้วพอเราพุทโธ พุทโธความรู้สึก เห็นไหม ความรู้สึกแล้วมันเกิดปัญญาขึ้นมา มันเกิดภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญามันจะย้อนกลับมา ย้อนกลับมาสำรอก คายของมันออก ทิฏฐิที่เราถือกันอยู่นี่ สำรอก คายมันออก สักกายทิฏฐิคือความเห็นผิด ถ้ามันสำรอก มันคายออก ทิฏฐิมันคายออก ทุกอย่างมันคายออก คายออกจากอะไร? นี่ไงกิเลสมันตัวกลมๆ ตัวแบนๆ กิเลสมันเป็นอย่างไร? ถ้าเวลามันขาดขึ้นมา คนฆ่ากิเลส คนชำระกิเลส ไม่รู้จักกิเลสตัวแบนๆ ตัวกลมๆ เชียวหรือ?

กิเลสคือความยึดมั่น กิเลสคือปล่อยวางก็ปล่อยวาง จับให้มันสำรอก มันคายออก มันเหมือนทางอาชญาวิทยา มันเป็นการแบบว่าพิสูจน์เลย มันต้องพลิกศพกิเลส เผากิเลส ทำลายกิเลส กิเลสตายเพราะอะไร? คดีอาญาตายเพราะเหตุใด? จุดไหนเป็นจุดตาย อวิชชาก็เหมือนกัน กิเลสก็เหมือนกัน มันตายเพราะอะไร? มันตายเพราะปัญญาอย่างไร? ดูสิปัญญาวิมุตติ เจโตวิมุตติมันเป็นเพราะอะไร? มันทำอย่างไรมันถึงตาย แล้วมันตายอย่างไร? ถ้ามันตายอย่างนี้แล้วมันไม่ฟื้นไง แต่นี่พิจารณากันนะ โอ้โฮ กิเลสตายนะ เดี๋ยวลูกหลานมันเกิดเป็นพรวนเลย ไม่มีอะไรตายสักอย่าง

มันปลงวาง มันปลงวางมันก็คิดของมันไป จินตนาการของมันไป แต่มันเป็นจริงเป็นจริงอย่างนี้ เราเกิดในประเทศอันสมควร เกิดมาในชาติไทยที่บรรพบุรุษได้ถือพุทธศาสนา เราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วพบพุทธศาสนา เราเกิดมามีชีวิต เราต้องมีหน้าที่การงานของเราเพื่อเป็นสัมมาอาชีวะเลี้ยงชีพของเรา เป็นการแข่งขันทางโลก แล้วถ้าการแข่งขันทางธรรมระหว่างกุศลคือความผิดพลาด ความไม่ดีงามในหัวใจ กับอกุศลคือความผิดพลาด กุศลเป็นความดีงาม นี่อาศัยความดีนี้เป็นการต่อเนื่องขึ้นไป

กุศลกับอกุศลในใจ กิเลสตัณหาความทะยานอยากของเรา กับมรรคญาณมันเกิดขึ้นมา เวลาบอกว่านี่เป็นอกุศล นี่เป็นความไม่ดีทั้งหมด เวลามันคิดดี ไปวัดนี่เป็นอกุศลเพราะมันลำบาก เวลามันคิดดีเขาว่านี่เป็นกิเลสเพราะมันอยาก มันอยากมันเป็นกิเลส อยากทำคุณงามความดีมันเป็นกิเลสที่ไหน? เวลาเราหิวกระหายเราต้องกินข้าว การกินมันเป็นความลำบาก แล้วเรากินทำไม? ก็กินเพื่อดำรงชีวิตไง นี่ดำรงชีวิตนี้ไว้

นี่ก็เหมือนกัน ความอยาก อยากเพื่อคุณงามความดีนี้เป็นมรรค แต่อยากกิเลสตัณหา อยากอกุศล อยากทำร้ายเขาอันนี้เป็นกิเลส เห็นไหม ฉันทะคือความพอใจ ถ้ามันเป็นความพอใจ นี่อิทธิบาท ๔ ผู้ใดทรงอิทธิบาท ๔ จะอยู่อีกกัปหนึ่งก็อยู่ได้ อิทธิบาท ๔ มันเกิดมาจากไหน? มันเกิดมาจากจิต ถ้าดูแลจิตแล้วจิตมันจะไปไหนล่ะ? จิตมันก็อยู่ของมัน แต่ทีนี้เรามีแต่อาการ เรามีแต่ความเป็นไป

นี่จะบอกว่าเราเกิดมานะ เราเกิดมาในประเทศอันสมควร เกิดจากพ่อจากแม่ เกิดจากในชาติไทย แล้วเราเกิดมาพบพุทธศาสนา ชาติไทยนับถือศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ทีนี้เราต้องพยายามสร้างสมของเราขึ้นมาให้มีศาสนาประจำใจ ถ้าใจเรามีคุณธรรม

“เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย”

ถ้ามีคุณธรรมในหัวใจเป็นที่พึ่งแล้ว เราจะมีความสุข ความสงบ ความระงับในใจของเรา อยู่โคนไม้ อยู่ทุกข์อยู่ยากอย่างใด จิตใจมันไม่เดือดร้อน ถ้าจิตใจนะมีแต่กิเลส มีแต่อวิชชา อยู่ตึกรามบ้านช่องขนาดไหนมันเผาลน คอนโดมิเนียม ๑๕๐ ชั้น อยู่ชั้นสูงสุดมันก็เผาอยู่บนนั้นแหละ แต่ถ้าใจมันมีความสงบระงับ มันอยู่ที่ไหนมันก็มีความสุขของมัน แต่หน้าที่การงานก็เป็นหน้าที่การงาน เราก็ต้องแสวงหาเพื่อประโยชน์กับเรานะ

นี่พูดถึงคนรู้จักเลือก ถ้าคนมันมีปัญญาของมัน มันจะไม่เอาความรู้สึกนึกคิดนี้มาทำลายตนเอง มันจะเป็นประโยชน์กับเรา เพื่อการเกิดเป็นมนุษย์ของเราให้ความปรารถนาการเกิดเป็นมนุษย์นี้ เอวัง